ดูแลเด็ก ใน มีนบุรี, กรุงเทพมหานคร

ดูแลเด็ก ใน มีนบุรี, กรุงเทพมหานคร

คุณต้องการใช้บริการนี้เมื่อไหร่?
ระบุวันที่

วิธีการทำงาน

Saijai

ติดต่อเรา

ติดต่อเราโดยตรงผ่าน LINE OA เพื่อจองบริการที่คุณต้องการ

Saijai

แจ้งรายละเอียดให้เราทราบ

เลือกบริการ วันที่ เวลา และสถานที่ที่คุณต้องการให้ตรงกับความต้องการของคุณ

Saijai

ยืนยันการจองของคุณ

เราจะยืนยันการจองของคุณภายใน 24 ชั่วโมงผ่านทาง LINE OA

วิไล นันต๊ะภาพ
วิไล นันต๊ะภาพ
Saijai ประสบการณ์ 5 ปี
Saijai อายุ 48 ปี

มีความอดทน ขยัน รักความสะอาด ใจเย็น

แสดงเพิ่มเติม
Piyatida Dumluck
Piyatida Dumluck
Saijai ประสบการณ์ 5 ปี
Saijai อายุ 40 ปี
กัญญาภัทร บุตรพรม
กัญญาภัทร บุตรพรม
Saijai ประสบการณ์ 5 ปี

สวัสดีค่ะ ชือ ภัทรค่ะ อายุ 52 ถนัดดูแลเด็กแรกคลอด คุณแม่หลังคลอดค่ะ นวดเด็กแรกเล็กได้ ช้วยให้เด็ก อารมณ์ดีไม่งอแง ช่วยระบบขับถ่าย เลือดลมไหลเวียนดี ร่างกายแข็งแรง.นวดประคบสมุนไพร คุณแม่หลังคลอดช่วยในการอยู่ไฟสมัยโบราณ ทำให้มดลูกเข้าอู่ไว้ ร่างกายแข็งแรง รับงานได้ทั้งในและต่างประเทศค่ะ รับดูแลทั้งคนไทยและต่างชาติ

แสดงเพิ่มเติม
ฉันทนา สิทธิ
ฉันทนา สิทธิ
Saijai ประสบการณ์ 1-2 ปี
Saijai อายุ 46 ปี

เป็นคนง่ายๆรักเด็กใจเย็นไม่เคยโกรธหรือโมโหอะไรง่ายๆนอนน้อยทําได้หมดแต่ไม่ชอบจู้จี้

แสดงเพิ่มเติม
ทิพวรรณ์ ราศรี
ทิพวรรณ์ ราศรี
Saijai ประสบการณ์ 1-2 ปี
Saijai อายุ 28 ปี

เป็นคนอัธยาศัยดีค่ะ ใจเย็นค่ะชอบเล่นกับเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการของน้องได้ค่ะ

แสดงเพิ่มเติม
เสาวณีย์ เขาพระจันทร์
เสาวณีย์ เขาพระจันทร์
Saijai ประสบการณ์ 5 ปี
Saijai อายุ 39 ปี

ใส่ใจดูแลเหมือนลูกเจ้าของเองใจเย็น ดูแลได้ตลอด

แสดงเพิ่มเติม

ข้อมูลสถิติน่าสนใจเกี่ยวกับ

Saijai จำนวนประชากร
Saijai จำนวนประชากรเด็ก (แรกเกิด-14 ปี)
Saijai จำนวนประชากรสูงอายุ (60 ปี ขึ้นไป)
Saijai จำนวนสัตว์เลี้ยง สุนัข

รีวิวล่าสุด

ลาคลอดได้แค่ 3 เดือน ค่ะ ต้องกลับไปทำงานต่อ จะฝากลูกไว้กับยายก็กลัวแกจะดูไม่ไหว เลยลองหาพี่เลี้ยงจากเว็บใส่ใจดู ตอนแรกก็กังวลอยู่เหมือนกันค่ะ ไม่กล้าทิ้งลูกไว้กับพี่เลี้ยง แต่ก็วางใจอย่างนึงว่าพี่เลี้ยงมีประสบการณ์ ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว โอเคมาก ๆ ค่ะ
Saijai
สุชาดา มิ่งมงคล
5 ปีที่แล้ว
เปลี่ยนพี่เลี้ยงเด็กมาหลายคน ส่วนมากราคาสูง ๆ ทั้งนั้น แต่อยู่ไม่ได้นานก็ลาออก ลองจองพี่เลี้ยงผ่านเวปใส่ใจ เยี่ยมมากเลยครับ แฟนสบายใจ หมดปัญหา ไม่ต้องจ้างพี่เลี้ยงราคาแพง ได้ราคาแบบสมเหตุสมผล แถมมีคุณภาพครับ
Saijai
จิตวัชร จันประทีป
5 ปีที่แล้ว
บ้านอยู่แถว สุขุมวิท71 ลองใช้เว็บใส่ใจครั้งแรก เพราะเพื่อนๆ แนะนำมา อยากได้พี่เลี้ยงเด็ก มองหามาหลายที่ ที่นี่รายละเอียดครบ ราคาชัดเจน โทรปรึกษาพนักงานก็อธิบายเข้าใจง่ายมาก สะดวกสบาย ง่ายกว่า search หาเองใน Google ชอบมากๆ ค่ะ
Saijai
นงคราญ แซ่ตั้ง
5 ปีที่แล้ว
ลูกยังเล็กเราจ้างพี่เลี้ยงมา ตกลงเวลาเริ่มงาน 9.30-17.30 น. (พี่เลี้ยงมา 8.30 น. ทุกวัน ) ประสบการณ์ เคยดูแล เด็กเล็ก 4 เดือน – 2 ขวบ พอเด็กเข้าโรงเรียน ก็ว่าง พอดีที่บ้านช่วยกันหา เจอเว็บนี้เห็นรีวิวประสบการณ์คนเลี้ยงเลย คุยดู พี่เลี้ยงทำงานดีมาก่อนเวลา เตรียมของใช้ ทำงานเป็นระเบียบเหมือนอบรมมาดี อุ่นใจ คิดถูกที่ใช้บริการใส่ใจ แนะนำค่ะ
Saijai
ณัฐวรรณ แสงสีเงิน
5 ปีที่แล้ว
เราทำงานนอกบ้าน เลยหาพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลน้องที่บ้าน ค้นหาข้อมูลดูเวปนี้ให้รายละเอียดพี่เลี้ยงน่าสนใจ ราคาเรารับได้ เราเลยให้น้องมาทดลองงานก่อนเราไปทำงาน น้องมีประสบการณ์มา เลยปรับตัวไม่ยาก เวลาเราอยู่น้องจะช่วยหยิบจับของทำโน่นทำนี่ไป ประทับใจคะ สองเดือนแล้วน้องทำงานดี มีระเบียบเรียบร้อย คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป เราไว้ใจให้น้องคนนี้ดูแล
Saijai
แม่น้องกัญ
5 ปีที่แล้ว

คำถามที่พบบ่อยสำหรับการค้นหา ดูแลเด็ก

พี่เลี้ยงเด็กส่วนตัวหรือเนอสเซอรี่ (Nursery) อะไรคือคำตอบสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้
ข้อดีของการให้พี่เลี้ยงดูแลเด็กที่บ้านของคุณเอง

1. ลูกน้อยของคุณได้รับการดูแลจากพี่เลี้ยงแบบใกล้ชิด ทำให้เด็กรู้สึกได้ถึงความเอาใจใส่ และมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี
2. มีความยืดหยุ่นในการทำกิจวัตรประจำวันเพราะเด็กไม่ต้อง กิน นอน หรือ เล่นตามตารางเหมือนอยู่ในศูนย์รับเลี้ยงเด็กหรือเนอสเซอรี่ (Nursery)
3. พี่เลี้ยงเด็กสามารถปรับเวลาการทำงานให้สอดคล้องกับเวลาทำงานและวันหยุดของคุณพ่อคุณแม่
4. คุณพ่อคุณแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเผื่อเวลาในการรับส่ง ก่อนและหลังเลิกงาน
5. เด็กได้รับการดูแลในบรรยากาศที่คุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัย
6. คุณพ่อคุณแม่ประหยัดเวลาในการเดินทางรับส่ง หมดปัญหาเรื่องรถติดและมลภาวะบนท้องถนน
7. คุณพ่อคุณแม่ประหยัดเวลาในการเตรียมตัวหรือจัดเตรียมของใช้ให้ลูก เช่น ขวดนม เสื้อผ้า หรือแพมเพิส
8. ลดความเสี่ยงของโรคติดต่อ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ภูมิต้านทานยังน้อยจะเจ็บป่วยได้ง่าย หากต้องอยู่ปะปนกับเด็ก ๆ อื่น
9. มีคนอยู่บ้านตลอดเวลาในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ออกไปทำงาน

ข้อดีของการเข้าเนอสเซอรี่ (Nursery)

1. ฝึกทักษะการเข้าสังคมเพราะเด็กต้องอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ และครูพี่เลี้ยง
2. ค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับการจ้างพี่เลี้ยงส่วนตัว
3. เนอสเซอรี่มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้เด็กฝึกทักษะผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ
ทักษะสำคัญที่พี่เลี้ยงเด็กควรมีคืออะไร
6 ทักษะสำคัญที่พี่เลี้ยงเด็กควรมี

1. ความรู้ด้านการส่งเสริมพัฒนาการ การส่งเสริมพัฒนาการทำได้ทั้งผ่านการเล่นและการทำกิจวัตรประจำวัน พี่เลี้ยงเด็กที่ดีควรหากิจกรรมเพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมและช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัยที่เหมาะสม
2. ความอดทนและใจรักเด็ก เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งลักษณะนิสัย อารมณ์และการแสดงออก บางคนว่านอนสอนง่าย บางคนชอบเล่นซนทั้งวัน หรือบางคนงอแง พี่เลี้ยงเด็กที่ดีควรมีใจรักเด็กเป็นพื้นฐาน พร้อมทำความเข้าใจและมีความอดทน พยายามหาวิธีที่ทำให้เด็กรู้สึกวางใจ ปลอดภัย และยอมเชื่อฟังพี่เลี้ยงในที่สุด
3. ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและรู้เบอร์โทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉิน ถ้าเด็กหกล้มมีแผลถลอกพี่เลี้ยงเด็กต้องรู้ว่าจะจัดการกับแผลถลอกอย่างไร ในกรณีฉุกเฉินพี่เลี้ยงเด็กต้องสามารถติดต่อหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือได้
4. ทักษะการสื่อสาร เด็กมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ พี่เลี้ยงเด็กต้องเข้าใจการสื่อสารกับเด็ก เช่น เข้าใจภาษากายของทารก การสื่อสารของเด็กเล็ก สำหรับเด็กที่สามารถสื่อสารด้วยทำพูดได้แล้ว พี่เลี้ยงเด็กต้องพูดคุยเพื่อให้เด็กเชื่อฟังโดยไม่ใช้การบังคับและให้เด็กรู้สึกสบายใจ
5. ทักษะการแก้ปัญหา หากไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงพี่เลี้ยงเด็กต้องรู้วิธีแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ตรงหน้าตามสมควรโดยไม่จำเป็นต้องรายงานหรือรอให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจทุกครั้ง
6. ความคิดสร้างสรรค์ คงไม่ดีแน่หากพี่เลี้ยงเด็กดูแลเด็กด้วยการให้เด็กดูสมาร์ทโฟนเป็นชั่วโมง พี่เลี้ยงเด็กที่ดีควรมีความคิดสร้างสรรค์เล่นกับเด็กเพื่อให้เด็กเพลิดเพลินได้นานหลายชั่วโมงและให้เด็กได้พักผ่อนตามเวลา

ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติและทักษะที่ดีที่คุณพ่อและคุณแม่ควรมองหาในตัวพี่เลี้ยงเด็กที่คุณเลือกมาเพื่อดูแลลูกน้อยของคุณค่ะ
ควรทำอย่างไรเพื่อคลายความกังวลเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังกับพี่เลี้ยง
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะไว้วางใจให้ลูก ๆ ของคุณอยู่ในความดูแลพี่เลี้ยงเด็ก แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ตามเด็กอาจเกิดความรู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องแยกจากคุณพ่อคุณแม่ ใส่ใจมีวิธีการที่จะช่วยลดความกังวลของทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกได้ดังนี้ค่ะ

1. คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยและทำความเข้าใจกับเด็ก ถึงความจำเป็นที่ต้องให้เด็กๆ อยู่กับพี่เลี้ยง ให้ความมั่นใจกับเด็กว่าคุณพ่อคุณแม่หาคนที่สามารถดูแลพวกเขาได้ดี
2. คุณพ่อคุณแม่ควรหาพี่เลี้ยงที่เข้ากันได้กับลูก ๆ และมีความพร้อมในการดูแลเด็ก
3. แนะนำให้ลูก ๆ ทำความรู้จักกับพี่เลี้ยง โดยอาจจะเล่าให้ฟังว่าพี่เลี้ยงเห็นใคร ชื่ออะไร คุยกับพี่ผ่านทางวิดีโอคอลก่อนวันเริ่มงานจริง เพื่อนลดความตึงเครียดในการเจอกันครั้งแรก
4. คุณพ่อคุณแม่ควรบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของตัวเอง เบอร์โทรฉุกเฉิน และสอนให้ลูกใช้โทรศัพท์เพื่อโทรหาคุณพ่อคุณแม่ได้ หรือโทรขอความช่วยเหลือได้ในกรณีฉุกเฉิน
5. มอบหมายงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เด็ก ๆ ทำระหว่างวัน เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้มีกิจกรรมเบนความสนใจและไม่เอาแต่จดจ่อรอเวลาคุณพ่อคุณแม่กลับบ้าน
6. เมื่อถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องออกจากบ้านและต้องให้เด็ก ๆ อยู่กับพี่เลี้ยงเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความมั่นใจกับเด็ก ๆ ว่าพี่เลี้ยงจะดูแลเด็ก ๆ เป็นอย่างดีและย้ำว่าพวกเขาสามารถโทรหาคุณได้เสมอ
พ่อแม่ควรตกลงอะไรบ้างก่อนจ้างพี่เลี้ยงเด็ก?
เมื่อคุณพ่อคุณแม่สามารถหาพี่เลี้ยงเด็กที่ถูกใจได้แล้ว ควรพูดคุยและตกลงกันเรื่องใดบ้างก่อนเริ่มงาน

1. วันและเวลาทำงาน คุณพ่อและคุณแม่ควรมีแผนการทำงานของพี่เลี้ยงที่ชัดเจน เช่นกำหนดวันทำงาน วันหยุด และเวลาทำงานในแต่ละวันให้ชัดเจน และควรถามความสมัครใจหากต้องการให้พี่เลี้ยงทำงานล่วงเวลา
2. ขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบ คุณพ่อคุณแม่ควรระบุขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของพี่เลี้ยงเด็กให้ชัดเจน หากต้องการให้พี่เลี้ยงทำงานบ้านหรืองานอื่น ๆ นอกจากดูแลเด็ก ควรตกลงกันให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน
3. ระยะเวลาการทดลองงาน หาดคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้พี่เลี้ยงทดลองงานก่อนสักระยะหนึ่งก่อนทำสัญญาว่าจ้าง ควรระบุช่วงระยะเวลาและเงื่อนไขในการทดลองงานให้ชัดเจน
4. ค่าจ้าง คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามและตกลงค่าจ้างของพี่เลี้ยงให้ชัดเจน และค่าจ้างควรจะสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และจำนวนชั่วโมงทำงานในแต่ละวัน ประสบการณ์ในการทำงานอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาอัตราค่าจ้างได้
5. กรณีจ้างพี่เลี้ยงประจำแบบพักอาศัยร่วม คุณพ่อคุณแม่ต้องจัดการเรื่องที่พักให้กับพี่เลี้ยง รวมถึงอาหารในแต่ละวันตามตกลงกัน
6. ข้อตกลงในการอยู่อาศัยร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่ควรบอกกล่าวพี่เลี้ยงให้ชัดเจนถึงกฎระเบียบต่าง ๆ สิ่งใดไม่ควรปฏิบัติของการอาศัยอยู่ร่วมกัน

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรพูดคุยตกลงกับพี่เลี้ยงเด็กให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน

ข้อมูลทั่่วไป เขตมีนบุรี

‘มีนบุรี’ ถือเขตชานเมืองแสนคึกคัก เป็นทั้งแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัยและเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับภาคตะวันออก จากเดิม เขตมีนบุรี นี้เคยเป็นจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2444 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบด้วย อำเภอคลองสามวา อำเภอแสนแสบ อำเภอหนองจอก และอำเภอเจียรดาบ (เจียรวร) ชื่อมีนบุรี (หมายถึง 'เมืองปลา') ได้รับเลือกให้เข้ากับจังหวัดธัญบุรีที่มีอยู่ (หมายถึง 'เมืองข้าว') ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2473-2474 ทำให้รัฐบาลยุบองค์กรต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย จังหวัดมีนบุรีถูกกำจัดและเปลี่ยนเป็นอำเภอ เขตมีนบุรีและเขตลาดกระบังของกรุงเทพมหานคร และอำเภอหนองจอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2500 เขตมีนบุรี หลังจากการรวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรีและเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นกรุงเทพมหานครเมื่อ พ.ศ. 2515 แบ่งเขตการปกครองย่อยเป็นแขวง รวม 7 แขวง และในที่สุดเมื่อ พ.ศ. 2540 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยเปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตมีนบุรี แยก 5 แขวงทางด้านเหนือของเขต ไปจัดตั้งเป็นเขตคลองสามวา ทำให้เขตมีนบุรีเหลือพื้นที่ปกครองอยู่ 60 ตารางกิโลเมตรเศษ ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของกรุงเทพมหานครสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีคลองและลำรางไหลผ่านหลายสาย ในอดีตเป็นเรือกสวนไร่นา บ่อปลาด้วยความที่เป็นเมืองที่มีปลาชุกชุม จึงมีคนต่างถิ่นจากจังหวัดอื่น ๆ มาทอดแหดักตาข่ายเพื่อเอาปลาจากย่านมีนบุรีไปทำกิน ซึ่งคนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงต่างคุ้นเคยกับพื้นที่ย่านมีนบุรีในชื่อว่า “ทุ่งแสนแสบ” และ “ทุ่งหลวง” ต่อมาในช่วงเริ่มการสร้างเมือง การขุดคลองสร้างถนนได้ขยายไปยังหลายพื้นที่ตั้งแต่ทุ่งพญาไท ทุ่งสามเสน ทุ่งมหาเมฆ ทุ่งบางกะปิ รวมไปถึงทุ่งในมีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ทำนาที่ใหญ่ที่สุดของเขตมณฑลกรุงเทพฯจาก ปัจจุบันมี นาบัว และไร่หญ้า ก็เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากพื้นที่หลายแห่งถูกเปลี่ยนสภาพเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่น หมู่บ้าน อาคารพาณิชย์ สถานที่ประกอบการทั้งเล็กและขนาดใหญ่ โดยมีศูนย์กลางของการค้าขายอยู่ที่ตลาดมีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับฝั่งรามอินทรา และยังมีตลาดนัดจตุจักร 2 มีนบุรี (ตลาดสุขาภิบาลเดิม) ตลาดน้ำขวัญ-เรียม นิคมอุตสาหกรรมบางชัน (ส่วนเขตมีนบุรี) รวมถึง เป็นย่านที่มีสถานที่สำคัญทางการศึกษาหลายแห่ง สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์



ทำไมอายุช่วง 2-7 ปี ถึงมีความสำคัญมากสำหรับการพัฒนาสมอง

ตอนที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังเป็นเด็ก คงมีคนเพียงไม่กี่คนหรืออาจจะไม่มีใคร คาดคิดว่าเขาจะสร้างผลงานวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่ง เขามีพัฒนาการด้านภาษาที่ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน จนทำให้พ่อแม่กังวลจนถึงขั้นต้องปรึกษาแพทย์ พี่สาวของเขาเคยบอกว่าไอน์สไตน์ “มีปัญหากับภาษาจนคนรอบข้างกลัวว่าเขาจะไม่มีวันเรียนรู้” แล้วเด็กคนนี้เปลี่ยนจากพัฒนาการที่ล่าช้าไปสู่การเป็นไอน์สไตน์ได้อย่างไร

ส่วนหนึ่งของคำตอบสำหรับคำถามนี้ คือของขวัญสองชิ้นที่ไอน์สไตน์ได้รับจากพ่อแม่ของเขาเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เมื่อไอน์สไตน์นอนอยู่บนเตียงทั้งวันจากการเจ็บป่วย พ่อของเขาให้เข็มทิศแก่เขา สำหรับไอน์สไตน์ มันเป็นอุปกรณ์ลึกลับที่จุดประกายความอยากรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเขา ไม่นานหลังจากนั้น แม่ของไอน์สไตน์ซึ่งเป็นนักเปียโนมากความสามารถได้มอบไวโอลินให้ไอน์สไตน์ ของขวัญทั้งสองช่วยกระตุ้นสมองของไอน์สไตน์ในเวลาที่เหมาะสม

สมองของเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็ว ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ และครั้งที่สองเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ในช่วงเริ่มต้นของช่วงเวลาเหล่านี้ จำนวนการเชื่อมต่อ (ไซแนปส์) ระหว่างเซลล์สมอง (เซลล์ประสาท) จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เด็กวัย 2 ขวบมีไซแนปส์มากเป็นสองเท่าของผู้ใหญ่ เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมองเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ไซแนปส์ที่มากเป็นสองเท่าทำให้สมองเรียนรู้ได้เร็วกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ของชีวิต ดังนั้นประสบการณ์ของเด็กในระยะนี้จึงส่งผลยาวนานต่อพัฒนาการของเด็ก ช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาสมองช่วงแรกเริ่มเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ และสิ้นสุดเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะวางรากฐานสำหรับการศึกษาแบบองค์รวมสำหรับเด็ก

สี่วิธีในการส่งเสริมพัฒนาการให้สูงสุด ได้แก่ การส่งเสริมให้รักการเรียนรู้ มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบกว้างมากกว่าที่จะเป็นเชิงลึก ให้ความสนใจกับความฉลาดทางอารมณ์(EQ) และไม่ถือว่าการศึกษาของเด็กเล็กเป็นเพียงสารตั้งต้นของการเรียนรู้ "จริง" เด็กเล็กต้องสนุกกับกระบวนการเรียนรู้แทนที่จะเน้นที่ประสิทธิภาพ เด็กและพ่อแม่ ผู้ปกครองควรเน้นถึงความสุขในการลองทำกิจกรรมใหม่ๆ และเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ ต้องช่วยให้เด็กๆ เข้าใจว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของการเรียนรู้ ช่วงเวลานี้ยังเป็นเวลาที่จะปลูกฝังให้เด็กเชื่อว่าความพยายามนำมาซึ่งความสามารถและความสำเร็จ ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ไม่ควรเยินยอเด็กจนเกินความเป็นจริง ให้เน้นย้ำความพากเพียรและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้แทน เด็ก ๆ จะเรียนรู้ที่จะรักการเรียนรู้ถ้าเราแสดงความกระตือรือร้นในกระบวนการมากกว่าที่จะมุ่งมั่นในผลลัพธ์



รู้จักและเข้าใจเด็กวัยเจ็ดขวบ

เด็กวัย 7 ขวบส่วนใหญ่จะมีความอยากรู้อยากเห็นโดยตามธรรมชาติและตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ ในโลก เด็กวัยนี้เขาเป็นนักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิเคราะห์ และมักถามคำถามเกี่ยวกับทุกสิ่งตั้งแต่สาเหตุที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าไปจนถึงแหล่งกำเนิดของทารก เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งเมื่อได้แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และมักจะสนุกกับการเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน เด็กอายุ 7 ขวบจะมีความมั่นใจในโรงเรียนที่มาจากความคุ้นเคยกับการเป็นนักเรียนในห้องเรียน เด็กจะรู้สึกดีใจที่นับเลขหรือบวกลบเลขได้ และอ่านหนังสือได้ เด็กต้องการพูดคุยถึงสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในโรงเรียนกับพ่อแม่ เพื่อนฝูง และพี่เลี้ยง

พัฒนาการทางร่างกายสำหรับเด็กอายุ 7 ขวบ จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายมากนัก แต่มีทักษะในการเคลื่นไหวที่มั่นคงขึ้น เด็กๆ จะพัฒนาการประสานงานและการทรงตัวได้ดีขึ้น และสามารถเรียนรู้ที่จะผสมผสานทักษะการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้มากขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวไปมาในขณะที่พวกเขากำลังเต้นรำ ยิ่งมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากเท่าไร ทักษะเหล่านี้ก็จะยิ่งพัฒนาเร็วขึ้นเท่านั้น โดยเฉลี่ยเด็กอายุ 7 ขวบจะสูงขึ้นประมาณ 6 ถึง 10 เซนติเมตร

พัฒนาการทางอารมณ์ วุฒิภาวะทางอารมณ์เมื่ออายุ 7 ขวบ เห็นความแตกต่างจากช่วงก่อนวัยเรียนหรือชั้นอนุบาล เด็กวัย 7 ขวบส่วนใหญ่สามารถรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดีขึ้น แต่การควบคุมอารมณ์จะทำได้ดีขึ้นเมื่ออายุ 10 หรือ 12 ปี แต่พวกเขามักจะทนต่อกระแสหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ อย่างไรก็ตาม เด็กวัย 7 ขวบยังคงต้องการความสะดวกสบายจากกิจวัตร ในขณะที่โลกของเด็กเปิดกว้างขึ้นและความสนใจของพวกเขามุ่งความสนใจไปที่สิ่งของและผู้คนที่อยู่นอกบ้านและครอบครัวมากขึ้น พวกเขาจะพึ่งพาสิ่งที่พวกเขาคาดหวังและไว้วางใจได้มากขึ้น เช่น เวลาของครอบครัว กิจวัตรก่อนนอน และอาหารประจำครอบครัวในทางกลับกัน เด็กวัย 7 ขวบหลายคนจะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองและอาจวิจารณ์ตัวเองได้แย่ที่สุด สำหรับเด็กอายุ 7 ขวบ การไม่ได้สิ่งที่ตรงตามที่พวกเขาต้องการหรือแพ้ในเกมลดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ พ่อแม่ พี่เลี้ยงหรือผู้ดูแล และผู้ใหญ่คนอื่นๆ สามารถช่วยได้ด้วยการให้กำลังใจบ่อยครั้งและช่วยให้เด็กจดจ่อกับสิ่งที่พวกเขาอาจเรียนรู้จากกิจกรรมมากกว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณพ่อคุณแม่ อธิบายสาเหตุและผลที่ตามมาของอารมณ์ เริ่มใช้กลวิธีในการสงบสติอารมณ์ เช่น พูดประโยคซ้ำๆ หรือหายใจเข้าลึกๆ เมื่อรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะการอธิบายอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้ลูกเข้าใจได้ง่ายกว่าการใช้อารมณ์